เทศน์เช้า

กฐินวัดป่าสันติพุทธาราม

๓ พ.ย. ๒๕๖๒

เทศน์กฐินวัดป่าสันติพุทธาราม

วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


จะพูดธรรมะ วันนี้เป็นวันจะมีการทอดกฐิน ทอดกฐินสามัคคีนะ เพื่อค้ำจุนศาสนาๆ คำว่า “ค้ำจุนศาสนา” ศาสนามันอยู่ที่ไหน

ศาสนา เห็นไหม ผู้ที่เรียนประวัติศาสตร์ เรื่องศาสนามันเป็นเรื่องนามธรรม เขาต้องพาลูกหลานเขาให้ไปวัดไปวาให้ไปรู้ไปเห็น ไปรู้ไปเห็นขึ้นมา ศาสนามันก็เป็นนามธรรมที่ออกมาจากใจนั้นน่ะ

วันนี้วันที่เราจะทอดกฐิน จะว่าเป็นวันสำคัญๆ มันสำคัญของผู้ที่แสวงหาสัจจะความจริงมันก็จะมีความสำคัญขึ้นมา ผู้ที่ลัทธิอื่น ศาสนาอื่นเขาไม่ต้องการ มันก็ไม่เป็นความสำคัญของเขา

นี่ก็เหมือนกัน ก่อนที่มันจะมีกฐินขึ้นมาได้ มันจะเริ่มต้นต้องมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมมีพระพุทธกับพระธรรมไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นเจ้าชายสิทธัตถะเป็นราชกุมาร จะได้การสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ แล้วเวลาพราหมณ์พยากรณ์ พยากรณ์อยู่แล้วว่าถ้าเป็นกษัตริย์จะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าได้เป็นจักรพรรดิคือการรวบรวมแว่นแคว้นในอินเดียให้เป็นหนึ่งเดียวเหมือนจิ๋นซีฮ่องเต้นั่นไง นั่นน่ะจักรพรรดิ

แต่เวลาด้วยบุญอำนาจวาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระเจ้าสุทโธทนะ ในเมื่อศึกษาแล้ว รู้แล้ว พยายามประคบประหงมเอาไว้ จะไว้ให้ทางโลก ทางโลกก็อยากจะให้เป็นจักรพรรดิ แต่ด้วยบุญวาสนา เทวดา ยมทูตมาทำให้เห็น เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย

คนที่มีอำนาจวาสนา ด้วยบุญกุศล ด้วยการดูแลรักษา ไม่ให้เห็นเลยน่ะ เจ้าชายสิทธัตถะงงนะ เฮ้ย! นั่นอะไรน่ะ นั่นคนเกิด นั่นอะไรน่ะ คนแก่ นั่นน่ะคนเจ็บ นั่นคนตาย แล้วเราต้องเป็นอย่างนั้นหรือ แล้วเราต้องเป็นอย่างนั้น

นี่สิ ไม่ใช่คนไม่ฉลาด คนฉลาดนะ แต่คำว่า “จะรักษาไว้ให้เป็นจักรพรรดิ” เขาปิดกั้นไม่ให้เห็นสิ่งที่โลกไม่ดีเลย ให้เห็นแต่คุณงามความดี คุณงามความดีทั้งนั้น จะให้อยู่กับโลกไง แต่ด้วยอำนาจวาสนา เวลาออกประพฤติปฏิบัติ ๖ ปี

เราจะบอกว่า เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้ว มีธรรม พระพุทธกับพระธรรม พระพุทธกับพระธรรม พระธรรมอันยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่ของพระธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมนะ พระถามว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนรื้อค้น เป็นเจ้าของ เป็นคนกระทำมาไง ทำมา แต่มันมีคุณค่า มันเลอเลิศไง ท่านกราบธรรมๆ ไง เวลากราบธรรมแล้ว แว่นแคว้นในชมพูทวีปมีความสุขมาก

พระเจ้าอโศกรบด้วยดาบ ราบหมดเลย แต่เห็นแล้วมันมีแต่คนตาย เห็นไหม ด้วยสลดสังเวชไง รบด้วยธรรม ไปอบรมไปสั่งสอนเขา แว่นแคว้นที่เล็กน้อย อบรมสั่งสอนเขาให้เป็นธรรมๆ ไง ถ้าราชาเป็นธรรม ประชาชนก็มีความสุข แล้วถ้ามันมีความสุขแล้วมันจะมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการ นี่มันมีคุณค่าขนาดนั้น เห็นไหม มันต่อเนื่องมาๆ

เวลาต่อเนื่องมา เป็นแว่นแคว้นมา ๒,๐๐๐ กว่าปี ประเทศไทยไม่เกิน ๘๐๐ ไม่เกิน ๘๐๐ ปี อย่าไปอวดว่าของเราสองพันห้าๆ

สองพันห้ามันเรื่องของศาสนาพุทธ แต่ประเทศไทยเพิ่งเกิด เวลาประเทศไทยเพิ่งเกิด เวลาผู้ที่ฉลาดเขานับถือพระพุทธศาสนา เขานับถือพระพุทธศาสนานะ พระพุทธศาสนาเขาสอนเรื่องปริยัติ ปฏิบัติ

เวลาปริยัติๆ การศึกษาขึ้นมาเรื่องของปริยัติ เวลาปริยัติไปแล้ว ในเมืองไทยเรา เวลากึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งๆ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมาค้นคว้าของท่าน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระพุทธ พระธรรม แล้วแสดงธัมมจักฯ เป็นพระสงฆ์ เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านออกประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านมีอุดมการณ์กับความจริง

ความจริงๆ มีอุดมการณ์กับความจริง ค้นคว้าสัจจะความจริงอันนั้นไง ถ้าค้นคว้าหาสัจจะความจริงอันนั้น เห็นไหม

เวลาเรามีอุดมการณ์กับความเท็จ มีอุดมการณ์นะ แต่ความรู้สึกของเราเท็จทั้งนั้นเลย ไม่จริงสักอันหนึ่ง

จริงโดยกิเลสไง จริงโดยกูคิดน่ะ จริงโดยปัญญากู มันจริงอย่างนั้นน่ะ จริงเพราะอะไร จริงเพราะศึกษาพระพุทธศาสนา นี่มีอุดมการณ์กับความเท็จ

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมีอุดมการณ์แล้วค้นคว้าหาสัจจะหาความจริง ท่านมีอุดมการณ์กับความจริงไง ท่านมีอุดมการณ์กับความจริง มันเลยเป็นครอบครัวกรรมฐาน

เวลาครอบครัวกรรมฐาน สิ่งที่สังคมยังไม่มั่นคง สังคมก็แล้วแต่กระแสสังคมไป หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น กองทัพธรรมๆ

คือภาคอีสานทั้งภาคถือผี คำว่า “ถือผี” เราแสวงหาสิ่งใดมา ได้ไก่มาตัวหนึ่ง ต้องเซ่นผีครึ่งตัว ได้ครึ่งตัว ทำสิ่งใดมา จะทำอะไรก็นึกถึงผีก่อนๆ ไง

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น กองทัพธรรม กองทัพธรรมตั้งแต่หลวงปู่สิงห์ พยายามให้ประชาชนเขามีศรัทธา มีศรัทธาให้เขาถือศีล ๕ ให้เขาถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เวลามีสิ่งใดไม่ต้องไปกลัวผี ผีมันกลัวศีล ให้มีศีลมีธรรมขึ้นมา

คำว่า “มีศีลมีธรรม” เราเป็นตัวของเราเอง เราแสวงหาสิ่งใดมาเป็นสมบัติของเรา ไม่ต้องแบ่งให้ผีครึ่งหนึ่ง ไม่อย่างนั้นต้องแบ่งให้ผีครึ่งหนึ่งเพราะความเชื่อ

นี่กองทัพธรรม กองทัพธรรมมันมีคุณประโยชน์อย่างนั้นน่ะ แต่เรามองไม่เห็นไง เรามันรุ่นปลายหลัง เรามองไม่เห็นสิ่งที่ว่าครูบาอาจารย์ท่านแสวงหา ท่านปักเสาปักหมุดขึ้นมาให้มีความมั่นคงของศาสนาไง

ถ้ามีความมั่นคงของศาสนา เห็นไหม ในเมื่อมีครอบครัวกรรมฐานๆ พอครอบครัวกรรมฐานเราจะประพฤติปฏิบัติกัน เวลาเราจะปฏิบัติกันบอกเป็นพระป่า พระป่าๆ พระป่าการประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติแบบครูบาอาจารย์ ปฏิบัติแบบสัจจะความจริง ปฏิบัติแบบสายตรง ปฏิบัติแบบตัวอย่างเลย

ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ศึกษา เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านศึกษาจนเป็นพระมหาบัวๆ เวลาท่านบอกว่าท่านก็มีความรู้เหมือนกัน เวลาศึกษาอยู่ ฟังเทศน์ของเจ้าฟ้าเจ้าคุณเข้าใจทั้งนั้นน่ะ พอไปหาหลวงปู่มั่น ทั้งๆ ที่ตั้งใจแสวงหาค้นคว้าจะไปหาท่าน เวลาไปหาท่านจริงๆ เวลาท่านแสดงธรรม ด้วยความสัตย์ ท่านบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง

คำว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง” จบเป็นมหา บาลีได้หมด แต่ทำไมไม่รู้เรื่องล่ะ เพราะเรื่องจริงเป็นเรื่องหนึ่ง นี่อุดมการณ์กับความจริง

กับอุดมการณ์กับความเท็จ มีอุดมการณ์ใช่ไหม เรารู้มีอุดมการณ์ เราต้องการแสวงหา แต่กิเลสมันเป็นเท็จ มันอยู่ในหัวใจของเราไง มันบิดเบือนไง ลอกข้อสอบ รู้หมด แต่ความจริงไม่รู้ บวก ลบ คูณ หารไม่เป็น แต่ตอบโจทย์ลอกข้อสอบได้นะ นี่ไง เขาศึกษาปริยัติๆ กันมาไง

แต่เวลาความจริงขึ้นมาแล้ว เวลาไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านได้ศึกษาค้นคว้ามา เวลาสงสัยในเรื่องปริยัติ ในเรื่องทฤษฎี ท่านก็ไปหาเจ้าคุณอุบาลีฯ ไปหาเจ้าคุณหนู

การมาปรึกษาๆ นักปราชญ์ไง นักปราชญ์ นักวิชาการอยู่ในกรุงเทพฯ ไง แต่เวลาปฏิบัติ ปฏิบัติอยู่ในป่าไง เวลาปฏิบัติอยู่ในป่าท่านก็ค้นคว้าของท่าน มีอุดมการณ์กับความจริง

ไม่ใช่มีอุดมการณ์กับความเท็จ อุดมการณ์มี แต่กูเท็จ กูก็พูดเรื่องเท็จๆ ตามที่กูเข้าใจ แต่คนที่มีอุดมการณ์มีความจริงเขารู้นะ เขารู้ พอเขารู้ขึ้นมา ดูสิ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านรู้ของท่าน ท่านกระทำของท่าน

เวลาหลวงตาท่านพูดถึงหลวงปู่มั่นไง ถ้าพูดถึงความสุขทางโลก ทุกข์น่าดูเลย เพราะอยู่ในป่าล้วนๆ แล้วไม่มีตลาด ไม่มีสินค้า คือมันเป็นเรื่องธรรมชาติทั้งสิ้น แสวงหาเอาแต่ในป่า ถ้าพูดถึงทางโลกนะ ทุกข์ทั้งสิ้นเลย แต่พูดถึงทางธรรม เศรษฐีธรรม เศรษฐีธรรมมันมีความสุขอยู่ในใจ

คนเรานะ มีความสุขอยู่ในใจนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบธรรมคือสัจธรรมในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ มันไปทำลายอะไร มันทำลายครอบครัวของมารไง ตั้งแต่อวิชชา ลูกหลานของมันทำลายจนสิ้นไง เวลาทำลายจนสิ้นขึ้นมา กราบธรรมๆ กราบธรรม ธรรมธาตุ ธาตุของธรรมไง นี่ธาตุธรรม เห็นไหม

จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตนี้มีอวิชชามันถึงไม่รู้ มันถึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง แต่เวลาทำลายอวิชชาแล้ว อวิชชาในใจนั้นสิ้นหมดไปไง เวลาหมดไป มันเป็นธรรมธาตุไง มีพระพุทธเจ้ากราบธรรมๆ ไง หลวงปู่มั่นท่านมีคุณธรรมในใจของท่านน่ะ พอมีคุณธรรมในใจของท่าน ท่านมีความสุขในใจของท่านอยู่แล้ว

ไอ้เรื่องปัจจัย ๔ ดูสิ เราแสวงหามามากมายเลย เราเสพเข้าไปพอไหม เสพแล้วได้อะไรขึ้นมา เสพแล้วก็เข้าฐานไง

แต่ถ้าเป็นคุณธรรมในหัวใจ นี่ครอบครัวของกรรมฐาน ครอบครัวกรรมฐานนะ พระป่าๆ เวลาพระป่าขึ้นมา เรามีครูบาอาจารย์ขึ้นมา เรามีข้อวัตรปฏิบัติ เวลามีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมามันมีรั้วรอบขอบชิดไง

สมัยโบราณเรา ในเมืองไทยป่าเขามหาศาลเลย ในปัจจุบันนี้โลกมันเจริญขึ้น เทคโนโลยีมันมากขึ้น บุกรุกๆ ไง รุกป่าๆ พอรุกป่าเข้าไปเรื่อย สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่มันมีการทุจริต มีการกะล่อน มีปลิ้นปล้อนเข้าไปล่ากัน จนในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับสมเด็จพระราชินีท่านบอกเลยว่าช้างห้ามแตะ เอาจริง จับจริงๆ ตั้งแต่นั้นมามีกฎหมายคุ้มครอง

พอคุ้มครอง คนที่แบบว่ามันกะล่อนมันปลิ้นปล้อนที่มันแอบยิงกัน แอบฆ่าแม่มัน เอาลูกไปเข้าปางช้าง เอาลูกไป จบสิ้น เดี๋ยวนี้ช้างมันมากขึ้น เห็นไหม ช้างมันมากขึ้นในป่าจนอาหารมันไม่พอกิน

นี่ไง ถ้ามันทำจริง มีความจริง มีอุดมการณ์กับความจริง ไม่ใช่มีอุดมการณ์กับความเท็จ ตั้งหน่วยงานนั้นขึ้นมารักษาสิ่งใด หมดทุกหน่วยงาน นั่นน่ะมันมีอุดมการณ์กับความเท็จ

แต่ถ้าพอมีอุดมการณ์ความจริงขึ้นมา เห็นไหม เราจะบอกว่า เวลาพระกรรมฐาน พระกรรมฐานเรามานี่ เราจะบอกว่าพระป่าๆ ป่า เวลาช้างเขาใหญ่ ๑๑ ตัวมันตายหมดเลย ด้วยสัญชาตญาณของมันไง มันรักกัน มันช่วยเหลือกัน มันมีความผูกพันต่อกันด้วยหัวใจของมัน ตายหมดเลย ๑๑ ตัว สัตว์ป่า

นี่ไง นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่ามันวัดป่าๆ ขึ้นมา มันมีกติกา มีรั้วรอบขอบชิด คำว่า “รั้วรอบขอบชิด” ใครเป็นคนวางไว้

กลับมาที่หลวงปู่มั่น ไม่มีหลวงปู่มั่น ไม่มีหลวงปู่เสาร์ ไม่มีครูบาอาจารย์ของเราวางวัตรปฏิบัติไว้ไง เวลาหลวงตาท่านเล่าประจำ เล่าไว้เป็นคตินะ ใครจะมีความเข้าใจได้ เห็นไหม “มหา มหาก็พรรษามากขึ้นแล้วนะ ให้พระเล็กเณรน้อยมันขึ้นมา มันจะได้มีข้อวัตรติดหัวใจมันไป”

ถ้ามีข้อวัตรติดหัวใจไป คือเราเคยอยู่กับครูบาอาจารย์องค์ใด เราได้เคยประพฤติปฏิบัติสิ่งใด นั้นมันเป็นแนวทาง

ข้อวัตรปฏิบัติติดหัวมันไป ถ้าติดหัวมันไป เวลามันไปหยำเปทำความผิดขึ้นมา มันก็ทำด้วยอุดมการณ์กับความเท็จ แต่ถ้าวันไหนมีสติปัญญาขึ้นมา มันจะไปทำอุดมการณ์กับทำความจริงของมันขึ้นมา ถ้ามีอุดมการณ์กับความจริงขึ้นมา เห็นไหม พระป่า พระป่ามันเริ่มต้นจากตรงนี้ ถ้าเริ่มต้นจากตรงนี้

เริ่มต้นทำไม ถ้าบอกว่าป่ามันสำคัญๆ

ป่านะ สัตว์ป่าทุกชนิด ยิ่งสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์เขาเอาไปอยู่ในสวนสัตว์ทั้งนั้นน่ะ ไปเพาะพันธุ์ นี่ไง สัตว์ป่าในป่ามันยังจะสูญพันธุ์เลย สัตว์ป่าในป่ามันเป็นสัตว์ แต่ถ้ามันไม่มีโรงพยาบาลมันก็อยู่ของมันได้ไง

นี่เหมือนกัน เราบอกว่า พระต้องเข้าป่า พระต้องประพฤติปฏิบัติต้องเป็นอย่างนั้น

ไม่ใช่ เราจะอยู่ที่ไหนก็ได้ถ้าเรามีอุดมการณ์ของเรา แล้วเรามีความจริงของเรานะ เราพยายามกระทำของเรา แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านรู้จักกิเลสดีไง ถ้ากิเลส ดูสิ วัดป่าบ้านตาดท่านไม่ให้มีกิจนิมนต์นะ สมัยก่อนโครงการช่วยชาติฯ ไม่ให้มีกิจนิมนต์เพราะอะไร ท่านบอกว่า กิจนิมนต์กว่าจะไปฉัน กลับมากว่าจะล้างบาตร ล้างบาตรเสร็จ ไปเห็นเขียวๆ แดงๆ ขึ้นมาแล้วก็ต้องมาพุทโธๆๆ ไง

นี่ไง เวลามันคลุกคลี ท่านบอกว่า ธรรมจะไม่เกิดในเทศบาลหนึ่ง เทศบาลสอง

ในเทศบาลหนึ่ง เทศบาลสอง มันเป็นการนอนใจไง เรามีพรรคพวกนั่งอยู่ข้างๆ มันจะนอนใจ จะทำอย่างไรก็ได้ ถ้านั่งอยู่คนเดียวสิ เข้าป่าคนเดียวสิ

การเข้าป่าๆ ไม่ใช่ว่าป่ามันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ว่า แหม! เราต้องประกาศว่าเราพระป่าต้องอยู่ป่า สัตว์มันก็อยู่ป่า แต่เขาอาศัยความสงบสงัดนั้น อาศัยสิ่งที่มันไม่อำนวยความสะดวก ให้กิเลสมันฟูออกมา เราเวลาไปธุดงค์ ไปกรรมฐาน ไปปฏิบัติ เขาไปไหนก็แล้วแต่เพื่อค้นคว้าหาหัวใจของตน

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแต่ในปัจจุบันนี้มาเกิดเป็นเรา พอเกิดเป็นเราขึ้นมา เราศึกษาพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ การรื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลก หัวใจของเราๆ ความรู้สึกทั้งนั้น

ถ้าความรู้สึกทั้งนั้น เห็นไหม เรามาวัดมาวา เรามาสร้างบุญกุศลกันเพื่อให้จิตเป็นจิตอาสา จิตอาสามันจะเปิดฟังเปิดกว้างยอมรับเหตุผล ไม่ใช่ว่ากูแน่ๆ กูเก่งอยู่คนเดียว กูแน่ กูเก่งกิเลสทั้งนั้น

แต่ถ้าเป็นความจริง ที่เรามาทำบุญกุศล ที่ว่าพระพุทธศาสนาสอนให้เรียบง่าย

“เรียบง่าย หลวงพ่อก็อยู่ที่กุฏิ ไม่ต้องลงมาสิ”

กูก็อยากได้อย่างนั้นน่ะ แต่มันทำไม่ได้ นี่ไง มันเรียบง่าย แต่มันวุ่นวายเพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเราไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาสอนคนที่มีกิเลสไง อนุปุพพิกถา สอนให้เขาเสียสละทานก่อน ทานนี้ยิ่งใหญ่นะ ทานมันยิ่งใหญ่เพราะอะไร ทานมันยิ่งใหญ่นะ ใครก็แล้วแต่ เรามีกำลัง เราเห็นคนที่ด้อยกว่าที่เรามีน้ำใจจะให้เขา ยิ่งใหญ่ไหม ยิ่งใหญ่มาก แล้วหัวใจของคนน่ะนะ ถ้าเสียสละทาน มันจะช่วยเหลือคนที่อ่อนด้อยกว่า จิตใจมันจะมีเหตุผลไหม

ถ้าจิตใจของคน ทานมันอยู่ตรงนี้ ทานมันอยู่ที่การฝึกหัวใจของเราให้มันเป็นจิตอาสา ให้มันยอมรับฟังเหตุฟังผล ไม่ใช่ว่าเก็บกดอัดอั้นไว้อยู่คนเดียว ทานมันอยู่ที่นี่ พอทานมันอยู่ที่นี่ วันนี้วันจะทอดกฐินๆ นี่ไง

เวลาทอดกฐินขึ้นมา มันเป็นที่กิตติศัพท์กิตติคุณ เราก็อยากแสวงหา อยากกระทำ ถ้ากระทำของเราเป็นบุญเป็นกุศล คำว่า “เป็นบุญกุศล”

เวลาหลวงตาท่านสอน สายบุญ สายกรรมไง ถ้าสายบุญ สายกรรม เรามีบุญกุศลที่ไหนขึ้นมา สิ่งนี้มันตามมา

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเด็ดขาด ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์อีก

ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว แต่ในปัจจุบันนี้ทุกคนบอกว่าทำดีมหาศาล ทำบุญกุศลทุกอย่างเลย ทำไมมันไม่รวยเป็นเศรษฐีโลกล่ะ

บุญกุศลคือความสุขในใจ บุญกุศลคือมีปัจจัยเครื่องอาศัยสมบูรณ์ บุญกุศลคือเลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงคนรอบข้างได้ มีสติปัญญาพาครอบครัว พาญาติพี่น้องของเราไม่ให้กิเลสมันกัดกินหัวใจ นี้คือบุญกุศล ไอ้ที่ว่าอำนาจวาสนาที่ว่าทำประสบความสำเร็จนั้นมันเป็นอันดับต่อไป

ถ้าอันดับต่อไป เห็นไหม นี่ไง เงินทำร้ายคนก็ได้ เงินให้เด็กน้อย ให้มัน บริหารไม่เป็น ให้มันรักษามัน มันจะเป็นโทษกับมันทันทีเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกอสรพิษๆ

อสรพิษนะ มันกัดคนตาย มันทำให้คนเสียคนก็ได้ แต่คนถ้ามีสติปัญญาเป็นคนดีงามขึ้นมาแล้ว เงินนั้นจะเป็นประโยชน์ก็ได้ ในสมัยพุทธกาลนะ เศรษฐีทุกตระกูลเขาจะมีโรงทานอยู่หน้าบ้าน เขาจะแจกจ่ายของเขาตลอด ทุกเศรษฐีเขาจะมีโรงทานเพื่อคนทุกข์คนจนไง เพราะคนทุกข์คนจนจะได้พึ่งพาอาศัยไง นี่พูดถึงว่าถ้าจิตอาสา จิตมันเป็นไป

ฉะนั้น วันทอดกฐินๆ เราทอดกฐินมีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเวลากึ่งพุทธกาลแล้วมามีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอบรมบ่มเพาะ เป่ากระหม่อมหลวงตามา เป่ากระหม่อมครูบาอาจารย์ของเรามา เป่ากระหม่อมมาๆ

แล้วเป่ากระหม่อมมานะ ในมงคลชีวิต ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ผู้ได้สนทนาธรรมไง หลวงปู่มั่นท่านสอนลูกศิษย์ ลูกศิษย์มีสติมีปัญญาขนาดไหน นี่ส่งเสริมกันไง

นี่บอกว่า แล้วตรวจสอบกันอย่างไร เชื่อมั่นได้อย่างไรว่าหลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์

คำว่า “หลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์” หลวงปู่มั่นท่านลงมาตั้งแต่เชียงใหม่ ลงมาอยู่กรุงเทพฯ มันมีพระอยู่องค์หนึ่งอยู่ที่วัดพระศรีมหาธาตุ เขาบอกว่าเขาเป็นพระอรหันต์ แล้วสมเด็จเขาก็ตั้ง ๙ ประโยคสอบแล้วสอบอีก สอบไม่ได้

หลวงปู่มั่นลงมาจากเชียงใหม่ เขาพาไปหาหลวงปู่มั่น พอเขาพูดเสร็จ หลวงปู่มั่นบอกมึงติดสมาธิ ไอ้นั่นกราบ ไม่กล้าหือเลยล่ะ นี่คือวิปัสสนากรรมฐาน

มันมีคันถธุระ วิปัสสนาธุระ วิปัสสนาธุระมันรู้จริงเห็นจริงในใจของตน มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก มันเป็นที่เราชนะความคิดเรา มันเป็นที่เราชนะกิเลสในใจของเรา ไม่ต้องให้ไปคนอื่น ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกอันนี้สำคัญมาก

นี่ไง เวลาหลวงปู่มั่นว่า มึงติดสมาธิเท่านั้นน่ะ

เงียบ

นี่ไง พูดถึงว่าถ้ามันเป็นจริงๆ

เวลาหลวงปู่มั่นท่านลงมาจากเชียงใหม่ พอลงมาจากเชียงใหม่ แล้วไปที่โคราช ประวัติหลวงปู่มั่นพิมพ์แจก ท่านบอกมีลูกศิษย์ที่คุ้นเคยเขาบอกว่า ท่านเป็นพระอรหันต์หรือ

หลวงปู่มั่นไม่เคยตอบ หลวงปู่มั่นท่านอธิบายที่เหตุ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุที่จะทำให้เป็นพระอรหันต์ เหตุกระทำไง พระอรหันต์ สิ่งที่จิตใจเป็นธรรมๆ เพราะคำว่า “ใจเป็นธรรม” มันเป็นธรรมตั้งแต่ใจ ถ้าเป็นธรรมตั้งแต่ความคิดเกิดบนใจ

ความคิดเกิดบนจิตๆ ไง พวกเราความคิดมันมีแต่กิเลสตัณหาความทะยานอยาก เกิดบนภวาสวะ เวลาจิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้มันเป็นธรรมธาตุ ธรรมธาตุ สิ่งที่เกิดบนธรรมธาตุ เห็นไหม ต้นไม้ไม่เป็นพิษ มันออกผลเป็นพิษมาไม่ได้

เรานี่ต้นไม้พิษ เวลาคิดออกมามันจะมีอะไร แล้วต้นไม้พิษเวลาคิดออกมาเห็นไหม ฉะนั้น เขาถึงต้องทำความสงบของใจไง

เราอย่าใจร้อน เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมาก่อน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสมบุกสมบันมาก่อนนะ ท่านถึงได้พูดกับหลวงตาไง “มหา มหาเรียนจนเป็นมหานะ สิ่งที่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐมาก เก็บใส่ลิ้นชักสมองไว้อย่าให้มันออกมา แล้วให้ปฏิบัติไปตามความเป็นจริงก่อน ถ้ามันเป็นความจริงนะ มันจะเป็นอันเดียวกัน อันเดียวกันเลย”

แต่เรารู้ก่อนไง หลวงปู่มั่นท่านสอนไง เพราะท่านสมบุกสมบันมาก่อนนะ ถ้าปฏิบัติไปพร้อมกับทฤษฎี ปฏิบัติไปพร้อมกับการศึกษา ปฏิบัติไปพร้อมกับความรู้ที่ว่าเราเก่งๆๆ กันอยู่นี่ มันจะเตะมันจะถีบ นี่ภาษาของท่าน แต่ความจริงคือมันจะสร้างภาพ มันรู้โจทย์ก่อน

เวลาวงกรรมฐาน สิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดคือสัญญา สัญญาความจำได้หมายรู้ คือรู้โจทย์ก่อน รู้ผลก่อน เวลาทำไปนะ มันสร้างภาพหมดเลย กิเลสนี้ร้ายนัก เวลาถ้ามันเป็นความจริงๆ

ถ้าลูกศิษย์กรรมฐานๆ มั่นใจได้อย่างไรว่าครูบาอาจารย์ของเอ็งเป็นพระอรหันต์ เขาบอกว่าครูบาอาจารย์เอ็งไม่ใช่

แต่กูว่าใช่ ใช่เพราะอะไร ใช่เพราะว่า หนึ่ง ท่านสอนมาแต่พวกเราไง สอนมาแต่ที่ปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนา เห็นไหม เราในสังคมต้องรักต้องสามัคคีกัน เราต้องแบ่งปันกันเท่าที่จะแบ่งปันได้ สิ่งที่แบ่งปันไม่ได้มันก็แบ่งปันไม่ได้ แล้วเวลาแบ่งปันแล้ว ทาน ศีล ศีลคือความปกติของใจ

ศีล ๕ หลวงปู่ฝั้นบอก ศีรษะหนึ่ง แขนสองข้าง เท้าสองข้าง คือศีล ๕ ศีล ๕ มันมีมาอยู่โดยดั้งเดิม มีมาโดยเป็นธรรมชาติ แต่ศาสนพิธีเขาทำให้เป็นพิธี ให้พระเป็นพยานเท่านั้น

อาราธนาศีล วิรัติศีล อธิศีล

เวลาศีล กรรมฐานเราให้เป็นวิรัติศีล ให้วิรัติขึ้นมา เพราะวิรัติขึ้นมา เราเป็นคนวิรัติเอง เราเป็นคนตั้งใจเอง เราเป็นคนปฏิบัติเอง เราเป็นคนผิดพลาดเอง เราเป็นคนแก้ไขเอง มันรู้ของมันเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป

ทาน ศีล ภาวนา

ก่อนที่จะภาวนานะ ปุถุชนคนหนา คนหนามันสร้างภาพทั้งนั้น แล้วสร้างภาพขึ้นมา กิเลสมันสร้างขึ้นมาพร้อมกัน ครูบาอาจารย์ถึงสอนให้ทำความสงบของใจก่อน ทำความสงบของใจก่อน การทำความสงบของใจคือการทำสมาธิ

เขาบอกว่า สมาธิไม่สำคัญ สมาธิไม่จำเป็น

ในพระไตรปิฎก ถ้าใครทำความสงบของใจได้เหมือนกับมีบ้านมีเรือนหนึ่งหลัง

หลวงตาท่านบอกว่าใครทำความสงบได้ พออยู่พอกิน

ไอ้ที่มันทุกข์มันยากกันเพราะมันฟุ้งซ่าน เพราะมันบีบคั้นในหัวใจไง เราหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ

บอก หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เป็นสมถะ มันเป็นหินทับหญ้า มันฆ่ากิเลสไม่ได้

หลวงตาบอกว่า สมาธิจับ ปัญญาตัด

ปัญญาที่มันจะเกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้นบนสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิถ้าน้อมไปสู่สติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันจะเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา ไม่มาจากตำรา ไม่มาจากทิฏฐิ ไม่มาจากความเห็น ไม่มาจากการชักจูง ไม่มาจากใดๆ ทั้งสิ้น มันมาจากหัวใจ

หัวใจที่มีคุณ มีบุญกุศลที่พยายามสร้างขึ้นมาโดยครูบาอาจารย์ของเราท่านผ่านไปแล้ว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านผ่านมาก่อน พอผ่านมาก่อน พ่อแม่ไม่ต้องการให้ลูกๆ เรามาทุกข์หรอก พ่อแม่ต้องการให้ลูกสุขสบายมีหนทางเดิน

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทุ่มเททั้งชีวิต แล้วชีวิตของท่านไปทุ่มเทแล้วมันจะไม่เป็นประโยชน์กับชาวพุทธเลยหรือ มันไม่เป็นประโยชน์กับครอบครัวกรรมฐานเลยใช่ไหม ถ้ามันเป็นประโยชน์ในครอบครัวควรทำอย่างใด แล้วเราเป็นลูกศิษย์ลูกหา เราเป็นครอบครัวกรรมฐาน เราจะเชื่อมั่นใคร

ถ้าเราจะเชื่อมั่นครูบาอาจารย์ของเรา เชื่อมั่นปู่ย่าตายายของเรา หลวงตาท่านบอกว่าโรงงานใหญ่ หลวงปู่ใหญ่เป็นปู่ใหญ่ของวงกรรมฐาน

เราจะเชื่อใคร

ถ้าเชื่อนะ ท่านบอกว่าให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน

พอทำความสงบของใจเข้ามาเราก็โดนยุแหย่ตะแคงรั่ว “มันไม่เป็นปัญญา”

ปัญญาที่โลกใช้กันอยู่นี่เขาบอกว่าเป็นโลกุตตรปัญญา ไม่มีอยู่ในโลก ความคิดที่เกิดในโลกนี้มันเป็นโลกียปัญญาทั้งสิ้น โลกียปัญญาทั้งสิ้นเพราะมันเกิดจากภวาสวะ เกิดจากจิตของตน เกิดจากความคิดของตน มันไม่ใช่เกิดจากธรรม มันจะเกิดโลกุตตรธรรมไปตรงไหน

แต่พอทำความสงบของใจเข้ามาๆ พอใจมันสงบมันเป็นอิสระ โลกสรรพสิ่งนี้เป็นอนิจจัง อนิจจังที่ความรู้สึกนึกคิด วัตถุธาตุสสารมันเป็นอนิจจังเพราะมันแปรสภาพ คิดโดยวิทยาศาสตร์มันก็เป็นจริงน่ะ

สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

ถ้าทุกข์ เรารู้จักทุกข์ พุทโธๆ ตรงทุกข์ ถ้ามันรู้จักทุกข์ เห็นทุกข์ เพราะเวลาจิตมันสงบมันปล่อยวางหมดไง พอปล่อยวาง

สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

ในอริยสัจให้กำหนดทุกข์ ถ้ากำหนดทุกข์ได้ จิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงนะ อนิจจัง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นต้องดับไปเป็นธรรมดา แต่ถ้ามันเป็นไตรลักษณ์ มันเกิดขึ้น เกิดขึ้นอย่างไร

เวลาในวงกรรมฐาน เวลาหลวงตาท่านไปคุยกับหลวงปู่แหวน หลวงตาท่านคุยกับหลวงปู่ขาว หลวงตาท่านคุยกับหลวงปู่บัว นี่ไง อ้าว! ว่ามา เกิดขึ้นอย่างไร แล้วทำอย่างไรต่อ

เวลาหลวงปู่บัวไง “แค่นี้สิ้นแล้ว”

หลวงตา “อุ๊ยตาย เพราะมันยังมีมรรค ๔ ผล ๔”

คนเป็นกับคนเป็นเขาคุยกันไง สิ่งที่มันจะเกิดขึ้น ที่ว่าเป็นอนัตตาๆ คำว่า “เป็นอนัตตา” จิตสงบแล้วเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิน้อมไปเห็นกาย

คำว่า “เห็นกายๆ” เห็นกายโดยวิทยาศาสตร์ หมอมันผ่าตัดทุกวัน ผ่าเปลี่ยนหัวใจ เปลี่ยนไต เปลี่ยนตับ มันเปลี่ยนทุกวันเลย ทางวิชาการมันดีกว่าทุกๆ คนเลย

แต่ถ้าเป็นหมอที่เป็นหมอที่ดี หมอที่ช่วยเหลือสังคมก็ส่วนหนึ่ง หมอที่เป็นอาชีพเขาก็เป็นส่วนหนึ่ง นี่หมอเขาก็เห็น แล้วหมอก็ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนกัน หมอก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนกัน

แต่ถ้าเราเป็นลูกศิษย์กรรมฐาน เราทำความสงบของใจ ถ้าใจมันสงบขึ้นมามีความสุขนะ ใครฟุ้งซ่าน ใครมีโรคเครียด ใครมีความกดดันในใจ มีทุกอย่าง เป็นสมาธิไม่ได้หรอก

สมาธิคือว่าพุทโธๆ อารมณ์เกิดบนจิต กำหนดพุทโธนี่ก็อารมณ์อันหนึ่ง พุทโธๆ จนพุทโธไม่ได้ คำว่า “พุทโธไม่ได้” มันคิดไม่ได้ มันเป็นตัวของมันเองโดยสติปัญญานะ แล้วมันสงบในตัวของมันเอง นี่สัมมาสมาธิ

แล้วสมาธิเดี๋ยวมันก็คลายออก เจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ ถ้ามันน้อมไปสู่วิปัสสนา น้อมไปเกิดขึ้น ความคิดทั้งหมดเป็นสมุทัย

ของหลวงปู่ดูลย์ ความคิดทั้งหมด ความคิดทั้งหมดในโลกนี้เป็นสมุทัย ผลของสมุทัยเป็นทุกข์

คิดจะเป็นพระอรหันต์ คิดร้อยแปด ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ คิดไปพร้อมกับความทุกข์ พุทโธๆ ดูจิตจนจิตสงบ จิตเห็นอาการของจิต อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตเห็นอาการของจิตเกิดขึ้นๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ท่ามกลางใช้ปัญญา ภาวนามยปัญญาจะเกิดตรงนี้ เกิดเพราะอะไร เกิดเพราะจิตมันสงบ

จิตสงบไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ของใคร แล้วบังคับบัญชาไม่ได้ มันจะเป็นไปได้ มีแค่เหตุและปัจจัย เหตุคือสติ นี่คือคำบริกรรม คำบริกรรมพุทโธๆ มีนวกรรม มีการกระทำ มีการผ่อนคลาย มีการกระจายความเครียด ความกระจายออกจนมันเป็นอิสระ

สัมมาสมาธิ เวลามันน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง เห็นไหม เกิดขึ้น เวลาตั้งอยู่คือการวิปัสสนา นั่นน่ะภาวนามยปัญญา นั่นน่ะโลกุตตรธรรม

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เวลาเป็นอนัตตา นี่ครูบาอาจารย์เราสอนนะ สอนมาโดยการกระทำ สอนมาโดยการเป่ากระหม่อม สอนโดยการชักจูง จนหลวงตา หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามา หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามาไง

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันขาดอย่างไรล่ะ

ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ขาด ขณะจิตคือนิโรธ เวลากิเลสขาด ดั่งแขนขาด ดั่งแขนขาดคือนิโรธธรรม

นิโรธเกิดจากอะไร

เกิดจากมรรค ๘ มรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ มัชฌิมาปฏิปทา ความสมดุลพอดีของมัน ตรงที่ความสมดุลพอดีของมัน

เพราะมนุษย์ มนุษย์เกิดมาในพ่อแม่เดียวกันก็มีบุญกุศลแตกต่างกัน มนุษย์เกิดมาเป็นพี่เป็นน้องกันก็บุญกุศลแตกต่างกัน คำว่า “บุญกุศลแตกต่างกัน” คือทิฏฐิมานะมันไม่เท่ากัน ความเห็นไม่เท่ากัน นี่ไง สมดุลตรงนี้ไง มัชฌิมาปฏิปทาพอดีตรงนี้ไง

ถ้าคนที่มันมีคุณงามความดีอยู่แล้วมันจะไปสมบุกสมบันทำให้มันเกินไป มันก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค ผู้ที่กิเลสแก่กล้าก็ทำพอผิวบาง มันก็เป็นกามสุขัลลิกานุโยค

ความสมดุล สมดุลด้วยจริตนิสัย สมดุลเหมือนจิตเป็นโรคอะไร มันใช้ยาสิ่งใดสมควรแก่โรคนั้น โรคนั้นก็จะบรรเทาลงๆ บรรเทาลงจนกว่ามันจะขาด นี่พูดถึงว่าอนัตตา สิ่งที่เป็นสัจจะความจริง นี่พูดถึงครูบาอาจารย์ของเราไง พระกรรมฐานๆ ไง พระป่าๆ

ทำไมต้องเป็นพระป่า ทำไมต้องไปอยู่ป่าอยู่ดง

พระป่า พระป่าเขาอาศัยสิ่งนั้นเป็นสัปปายะ อาศัยสิ่งนั้นเพื่อเป่ากระหม่อม เพื่อเลี้ยงหัวใจของตน เข้าไป ใครมันอยากทุกข์อยากยาก

หลวงตาท่านพูดไง อดอาหารหิวไหม หิว อดอาหารมันหิวแสนหิว แต่ถ้ามันฉันหรือมันอยู่ตามปกติมันภาวนาไม่ได้ พอมันภาวนาไม่ได้นะ เราก็อดนอนผ่อนอาหารเพื่อไม่ให้กิเลสมันได้กินไง

กิเลสมันอยากกินไอ้นู่น อยากกินไอ้นี่ มันอยากยิ่งอยากใหญ่ ตัดขามัน ตัดขามัน ตัดขามัน เวลาตัดขามัน เราก็หิวไปด้วยไง เพราะกิเลสมันก็เป็นเรา เรามีอยู่พร้อม แล้วเราก็ตัดขามัน ตัดขามัน เวลาตัดขากิเลส เราก็ต้องทุกข์ยากไปด้วย แต่ทุกข์ยากอย่างใดด้วยอุดมการณ์ เห็นไหม

เวลาโลกนี้ สรรพสิ่งในโลกมันเป็นทุกข์อยู่แล้ว แต่เวลาปฏิบัติมันทุกข์ยิ่งกว่าอีก ทุกข์ยิ่งกว่าด้วยอุดมการณ์ ด้วยความพอใจ ด้วยการกระทำของเราไง เราก็พยายามกระทำของเราไง ให้มันเป็นจริงขึ้นมา

ถ้าเป็นจริงขึ้นมา ถ้าพระป่า ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นมา เวลาเป็นหลวงปู่ใหญ่พยายามชักนำเราขึ้นมา เราเป็นลูกศิษย์ลูกหาใช่ไหม ลูกศิษย์ลูกหาถ้ามันลงธรรม ลงครูบาอาจารย์นะ มันก็เอาสิ่งที่ได้เคยประพฤติปฏิบัติมาไง

เวลาหลวงตาท่านพูดประจำไง ไปอยู่ที่ไหนก็เอาชื่อเสียงครูบาอาจารย์ไปขายกินไง ถ้าเอาชื่อเสียงครูบาอาจารย์ไปขายกิน มันทำไมต้องเอาไปขายล่ะ ตัวเองขายไม่ได้ใช่ไหม เราเอาความจริงของเราดีกว่า

ถ้าความจริงของเรา เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สิ่งที่เราเกิดขึ้นมา ปัจจัยเครื่องอาศัย คำว่า “เครื่องอาศัย” มันไม่มีอะไรจริงสักอย่างหนึ่งเลย แล้วเรามาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์มันก็ไม่มีอะไรจริงสักอย่างเลย

สิ่งที่เป็นความจริงๆ คือจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี้

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง รื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อสัตว์เข้าไปที่หัวใจของสัตว์โลกนี้ไง ถ้าหัวใจของสัตว์โลก เราก็มีหัวใจอยู่นี่ไง แล้วมีหัวใจ เรามีอำนาจวาสนาด้วย เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มีครูบาอาจารย์ของเราทำเป็นแบบอย่างไง

แล้วมีครูบาอาจารย์นะ เรามีครูบาอาจารย์ ถามท่านสิ เราเป็นอะไร ถามท่านเลย ถ้ามันเป็นความจริงนะ

แต่เราไม่มีอะไรจะถามไง เราทำของเราขึ้นมาไม่ได้ไง นี่ไง มันไม่มีใครมาเป่ากระหม่อมไง เป่าหัวใจของเราไง เพราะหัวใจของเรามันมีแต่ขี้ แต่เราก็พยายามของเรานะ เพราะเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานี่บุญกุศลมาก

หลวงตาท่านบอกว่า ถ้าคนไม่มีอำนาจวาสนา ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา

แล้วเวลาพระพุทธศาสนาเวลาสอน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง สอนถึงความเป็นอิสระ สอนถึงหัวใจไม่ต้องไปอ้อนวอนใคร

ในอีสานเมื่อก่อนที่ว่าถือผีๆ ก็ไปถือผีเป็นศาสนาแรกของโลก คือศาสนาถือผี ถือเทพเจ้า แล้วก็มีพระพุทธศาสนา แล้วมีศาสนาอื่นเขาถือพระเจ้าของเขา นั่นมันก็เรื่องของเขา แต่ต้องอ้อนวอนเขา ต้องเซ่น ต้องบูชายัญ

แต่ของเราไม่ต้อง เราต้องจับกิเลสมาบูชา จับกิเลสมาบูชายัญไง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เราจะจับกิเลสเรามาบูชายัญ

แต่กิเลสเรามันเหยียบเราแบนแต๊ดแต๋เลย “เราไม่มีเวลา ปฏิบัติไม่ได้ ไม่มีครูบาอาจารย์” จนกว่ามันใกล้ตาย พอเวลาจะตาย โหยหานะ โหยหาก็ช้าไปแล้ว

ในปัจจุบันนี้เราพยายามขวนขวายของเรา ให้พิสูจน์ อย่าเชื่อใคร กาลามสูตรนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา ศาสนาเดียว อย่าเชื่อแม้แต่พระพุทธเจ้า อย่าเชื่ออาจารย์ อย่าเชื่อ อย่าเชื่อ อย่าเชื่อ แล้วทำเองขึ้นมา มันจะเป็นจริงขึ้นมาตอนจะตาย ตอนอาลัยอาวรณ์น่ะ ตอนจะพลัดพรากนั่นน่ะ ตอนนั้นน่ะมันจะทุกข์นัก

แต่ถ้าเราทำตั้งแต่ตอนนี้นะ กิเลสมันขาดตั้งแต่เรายังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่เป็นสิ่งอาลัยอาวรณ์ต่างๆ มันจบสิ้นไปแล้ว เรารู้รอบขอบชิด

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นต้องดับไปเป็นธรรมดา

เราเป็นแค่เศษฝุ่น ผลของวัฏฏะ เราเป็นแค่เศษฝุ่นของธรรมชาตินะ เราเป็นแค่เศษฝุ่นของจักรวาล แต่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีสายตา มีความรู้ มีอายตนะรับรู้ได้ทุกสิ่ง แล้วแสวงหาผลประโยชน์ได้ทุกสิ่ง แต่มันไม่ทำ มันไปสนใจแต่โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ไปสนใจแต่ยศถาบรรดาศักดิ์ ไปสนใจแต่สิ่งที่เป็นเหยื่อล่อ

เห็นไหม เหยื่อล่อ โมฆบุรุษตายเพราะลาภ ตายเพราะอยากดัง อยากใหญ่ อยากให้เขารู้จัก อยากให้เขายกย่องสรรเสริญ

หลวงตาท่านบอกว่ามันขัดกับนิสัยของท่าน ท่านไม่ชอบเลย ท่านชอบไปไหนไปคนเดียว ท่านชอบความสงบสงัด

แต่ด้วยบุญญาธิการของคน มันเป็นสายบุญสายกรรมที่ท่านต้องมากู้ชาติ ท่านต้องมาทำของท่านเพราะมันเป็นบุญของท่านเอง มันเป็นวาสนาของท่านเอง ท่านได้สร้างของท่านมา มันถึงต้องเป็นไปตามนั้นไง แต่โดยนิสัยท่านไม่ชอบเลย ท่านไม่ชอบ

ฉะนั้น เราเกิดเป็นมนุษย์นะ เราไม่ต้องไปยุ่งกับใคร ถามใจตัวเอง ถามใจตัวเอง เกิดมามันทุกข์ไหม แล้วอนาคตเราจะไปไหน ในปัจจุบันนี้ทำอะไรอยู่

วันนี้ เพราะด้วยบุญด้วยกุศล ด้วยความใฝ่ดี คิดดี เจตนาดี เรามีอุดมการณ์กับมีความจริงหรือความเท็จ วันนี้เราจะมาทอดกฐินกันไง ทอดกฐินนี้ ที่ว่ามันละเอียดลึกซึ้งเพราะมันไปบรรเทาวินัยไง

ภิกษุจำพรรษาหนึ่งพรรษา ไปได้โดยไม่ใช้ผ้า ๓ ผืนครบนี่ได้ ๑ เดือน ถ้าได้รับกฐินแล้วได้ ๓ เดือน ไปโดยไม่ต้องบอกลา

คำว่า “วินัย” คือเนื้อแท้ของพระพุทธเจ้า

“ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเธอ”

ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของชาวพุทธ แล้วเราทำบุญกฐินกันนี่มันไปยกเว้นวินัย มันเข้าถึงเนื้อถึงหนังไง แต่ท่านให้ปีละหนึ่งเดือนเท่านั้น ไม่ให้ทำให้ประชาชนบอบช้ำ ไม่ใช่ให้ขูดรีด ไม่ใช่ให้เอาสิ่งนี้ไปหลอกลวงว่าเป็นบุญๆ แล้วชักนำกันมา

แต่ถ้าเป็นเจตนาของเขาด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ ปฏิคาหก สิ่งที่ได้มา ได้มาด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ เวลาถวายด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ ถวายแล้วมีความชื่นใจ ผู้รับรับด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ ใช้สอยด้วยความถูกต้อง เก็บไว้ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ ปฏิคาหก นี้คือบุญกุศลที่สะอาดผ่องแผ้ว นี้คือกุศลที่ถูกต้องดีงาม

ไม่ต้องโฆษณาชวนเชื่อ มีสายบุญสายกรรม มีต้นสายปลายสาย บ้าบอคอแตก ไอ้นั่นมันแชร์ลูกโซ่ มันไม่ใช่บุญ บุญไม่ต้อง

กลับบ้าน มีหิ้งพระ สวดมนต์ แล้วนั่งลงที่หน้าหิ้งพระ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ

ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง

มีศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง

มีสมาธิร้อยหนพันหนไม่เท่ากับเกิดปัญญาได้หนหนึ่ง

เรานั่งลงที่ห้องพระแล้วหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ถ้าจิตมันสงบระงับ เราได้บุญกุศลแค่ไหน บุญกุศลอันนั้นน่ะมันทำให้ใจเราไม่เป็นขี้ข้า ทำใจนี้ไม่ให้เป็นโมฆะ ไม่ให้คนมาหลอกลวง ไม่ให้มีคนมาชักนำ

พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน กูได้เฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ สิ่งมีชีวิตที่รับรู้ ความรู้อันนี้ พุทธะ เราได้ทำสมาธิ ถ้าจิตมันสงบแล้ว นั่นน่ะผู้รู้คือพุทธะ เราเข้าไปหาพุทธะ เราไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยสิทธิของเราทุกๆ คน

สิ่งมีชีวิต ความเป็นมนุษย์มีสิทธิความเข้าไปค้นคว้าหาพุทธะของตนได้ทุกๆ คน แล้วเราจะรู้แจ้งในใจของเราทุกๆ คน ไม่ต้องมีสายบุญสายกรรมอะไรทั้งสิ้น

ตอนนี้ใครมาหาหลวงพ่อว่าจะให้ทำอย่างไร

เราบอกว่า ๑๐๓.๒๕ ๑๐๓.๒๕ หลวงตากูเทศน์ทั้งวันทั้งคืนเลย มึงไม่ต้องไปหาใคร เทศน์มันไปถึงบ้านมึงเลย มึงทำใจของมึงให้ได้ ไม่ต้องไปหาใครทั้งสิ้น หาพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่นท่ามกลางหัวใจของเรา เอวัง